“กษัตริย์นักพัฒนา” บิดาแห่งการเกษตรไทย

เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาจากการสร้างความเจริญด้านต่างๆเป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ” (พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และอนุปริญญาบัตร ณ.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3 กรกฎาคม 2507)

จากกระแสพระราชดำรัสนี้จึงทำให้เห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรของไทยเป็นอย่างมาก เพราะพระองค์เข้าใจว่าการทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพพื้นฐานของคนในสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัยประชากรประเทศไทยประมาณสองในสามอยู่ในภาคเกษตรดังนั้นการพัฒนาการเกษตรจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเราจะเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับจะต้องมีการผนวกรวมแผนการพัฒนาเกษตรเข้าไปด้วยเสมอ

ดังนั้นแนวพระราชดำริของพระองค์จึงมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร คือ ทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และทำการวิจัยหาพันธุ์พืชต่างๆใหม่ๆ ทั้งพืชที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจอย่าง หม่อนไหม ยางพารา พืชที่ใช้สำหรับการบำรุงดิน และพืชสมุนไพร นอกจากเรื่องของพันธุ์พืชที่พระองค์ทรงให้ความสนพระทัยแล้ว ยังมีพันธุ์สัตว์ที่พระองค์ก็ได้ทรงริเริ่ม เช่น โค กระบือ แพะ แกะ พันธุ์ปลา และสัตว์ปีกทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดที่พระองค์ทรงได้ทำมาก็เพื่อให้เกษตรกรนำไปปฎิบัติให้ได้ต้นทุนในราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่ายๆไม่สลับซับซ้อน แต่ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพสังคม สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ

วัตถุประสงค์แรกที่เป็นพระราชประสงค์คือ ต้องการให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ไม่ต้องพึ่งแหล่งนายทุนก่อให้เกิดภาระหนี้สิน ทำมาหากินได้เท่าไหร่ก็ต้องไปชดใช้หนี้เสียหมด และไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนาเรื่องการผลิตพืชผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พระองค์ยังให้ความใส่ใจเรื่องของการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนา พระองค์จึงทรงมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศระยะยาว

อย่างที่ทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ทำอาณาเขตพระราชฐานพระตำหนักจิตรลดารโหฐานบางส่วนเป็นทั้งสถานีค้นคว้า ทดลอง ทางการเกษตรในทุกๆด้านมาตั้งแต่ปี 2505 หรือจะเรียกได้ว่าเป็นแปลงเกษตรทดลองของพระองค์ ซึ่งเราคนไทยทุกหมู่เหล่าต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีกระแสพระราชดำริของพระองค์ เราก็คงยังล้าหลังและยังคงทำการเกษตรในรูปแบบเก่าๆ ไม่มีโอกาสได้พัฒนาให้ก้าวไกลไปแข่งขันกับตลาดโลกอย่างแน่นอนคะ