การเกษตรของไทยต่างจากประเทศอื่นอย่างไร

หากเปรียบเทียบการเกษตรของประเทศไทยกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ซึ่งถ้ามองจากภาพรวมประเทศไทยก็น่าจะได้ประโยชน์อยู่ เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางของประชาคม อันถูกรายล้อมไปด้วยประเทศอาเซียนใหม่ คือ พม่า , ลาว , กัมพูชา ,  เวียดนาม นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้จีนซึ่งเป็นประเทศมีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

การเกษตรของประเทศ จัดเป็นภาคการผลิตซึ่งมีบทบาทสำคัญอันดับต้นๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ , ความเป็นอยู่ ของสังคมไทยให้ดีขึ้น ถึงแม้ประเทศไทยจะมีปัญหาด้านอื่นๆรุมเร้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีจุดแข็งอยู่หลายประการซึ่งมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ดังนี้

ข้อดีของภาคการเกษตรของไทย

 

  • มีสภาพทางภูมิศาสตร์เหมาะสม
  • มีแหล่งเงินทุนมากมายทั้งจากภาครัฐและจากถาบันการเงินภาคเอกชน
  • มีความพร้อมทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ด้านการแปรรูป รวมทั้งตลาดโดยรัฐลงทุน
  • อัดแน่นไปด้วยประชากรวัยแรงงาน
  • มีความรู้ความสามารถจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอันหลากหลาย

แต่อย่างไรก็ตามพืชหลักที่ประเทศไทยได้ผลิตและส่งออกไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเราเป็นผู้นำของโลก ได้แก่ ข้าว , ยางพารา , มันสำปะหลัง , น้ำมันปาล์ม โดยพืชทั้งหมดนี้เป็นพืชที่รัฐบาลใช้ภาษีเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อชดเชยการผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงอันเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานคนในชาติ ทำให้ต้องใช้เครื่องจักร , น้ำมัน , แรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมากส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง ทั้งๆที่มันน่าจะเป็นสินค้าทางการเกษตรอันทำให้ได้กำไรมากที่สุดด้วยซ้ำ

ต่ำหรับประเทศไทยก็ยังคงได้เปรียบประเทศ มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ฟิลิปปินส์ อยู่พอสมควร นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์นั้นไม่มีพื้นที่ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ไม่ได้เปรียบประเทศพม่า , เวียดนาม ,กัมพูชา และลาวเท่าไหร่ แต่ทั้งนี้ประเทศดังกล่าวก็เสียเปรียบประเทศไทยในเรื่องระบบการขนส่ง แต่ในอนาคตสินค้าทางการเกษตรเหล่านี้สามารถส่งข้ามพรมแดนได้อย่างอิสรเสรี และถ้าประเทศไทยยังไม่เตรียมตัวพร้อมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ก็อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของราคาข้าว , ยางพารา ,  มันสำปะหลัง , ข้าวโพด ซึ่งต้องเป็นไปตามราคาตลาด

ถ้ารัฐบาลยังคงดำเนินหน้ารับจำนำพืชผลในราคาที่สูงกว่าตลาด จะทำให้สินค้าแบบเดียวกันจากประเทศอาเซียนก็คงจะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ และนำมาขายให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งผลที่ตามมาหลายๆคนก็คงจะจินตนาการออกว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน เพราะฉะนั้นประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาพร้อมดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาใช้ เช่น ในเรื่องของสินค้าทางการเกษตรหราคาถูก ยกตัวอย่าง ข้าวนาปรัง ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบชลประทานให้มีความเหมาะสมเกิดความคุ้มค่าในผลผลิต เช่น เปลี่ยนไปปลูกสินค้าทางการเกษตรชนิดอื่น ปลูกไม้ยืนต้น หรืออะไรก็ตามที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า