ปลูกสับปะรดให้หวานฉ่ำ ปลูกอย่างไรเรามีคำตอบ

สับปะรดนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหลายคนอยากจะปลูกมากเพราะมันขายได้ราคาดีทั้งรูปแบบผลธรรมดา หรือ ส่งขายโรงงานเพื่อแปรรูปอีกทีหนึ่ง แต่การปลูกสับปะรดนั้นไม่ง่ายเลย เพราะการจะทำให้มันได้ผลผลิตลูกใหญ่ น้ำหนักดี สีสวย รสชาติหวานกรอบอร่อยสมกับความเป็นสับปะรดนั้นเกษตรกรต้องอาศัยองค์ความรู้ด้วย ว่าแต่หากเราอยากจะปลูกบ้างเค้ามีเคล็ดลับทำกันอย่างไร

วิธีการเตรียมดิน

ปลูกสับปะรด
ปลูกสับปะรดให้หวานฉ่ำ

 

จะปลูกอะไรก็ตามการเตรียมดินเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเตรียมได้ดี พืชก็ขึ้นง่าย วิธีการปลูกสับปะรดนั้น เราต้องเตรียมดินด้วยการไถปั่นเศษวัชพืช 1 ครั้ง จากนั้นปล่อยดินทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน จากนั้นไถอีกรอบหนึ่ง แต่คราวนี้ต้องไถพรวนให้ดินละเอียดขึ้นแนะนำว่าควรทำสัก 1-2 รอบ จะทำให้ดินร่วนซุยดีพร้อมสำหรับเตรียมปลูก หากจะปลูกในหน้าฝนอย่าลืมทำให้พื้นลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อระบายน้ำออกไปไม่ให้กลายเป็นน้ำขังในดินไม่งั้นสับปะรดอาจจะแช่น้ำนานจนเน่าเสียได้

จัดระเบียบให้ดี

สิ่งแรกที่เกษตรกรบอกมาก็คือ เราต้องจัดระเบียบตำแหน่งการวางต้นสับปะรดให้ดี เพราะระยะห่างหากชิดกันเกินไปก็จะแย่งอาหารกัน หากห่างเกินไปก็ได้ผลผลิตไม่เพียงพอ ระยะห่างที่เหมาะสมก็คือระยะห่างในแนวยาว(ท้องร่อง) ควรจะมีความห่างประมาณ 1 เมตร ส่วนระยะห่างระหว่างต้น(แนวขวาง)ให้กะไว้ประมาณ 50 เซนติเมตรก็พอ ง่ายๆ แค่นี้เอง

เลี้ยงจุลินทรีย์

ปัจจุบันนี้การทำเกษตรเค้าหันมาเน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรอินทรีย์กันหมดแล้ว ซึ่งในหนึ่งผู้ช่วยคนสำคัญเป็นจุลินทรีย์ที่มีชื่อว่า ไตรโคเดอร์มา ตัวนี้จะมีความสามารถคือมันจะเป็นศัตรูคู่ตรงข้ามพวกเชื้อราในพืช หากไม่อยากให้สับปะรดต้องมีเชื้อรา เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้มีจุลินทรีย์ตัวนี้ วิธีการไม่ยากเลย แค่ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกสม่ำเสมอ หรือ เอาเศษหญ้า ซากพืช ผัก ผลไม้มาวางไว้ใต้ต้น ทุกอย่างก็จะดีเอง

การให้น้ำ

สับปะรดเป็นผลไม้ที่ฉ่ำน้ำมาก ทำให้ตอนปลูกจะต้องขยันให้น้ำ รดน้ำบ่อยๆหน่อยเพื่อให้ผลผลิตออกมาดี หากเราปลูกในหน้าฝน ก็คงไม่เป็นไร ให้คอยระวังไม่ให้น้ำท่วมขังก็พอ(เดี๋ยวเน่า) แต่หากฝนไม่ตกอย่าประมาทต้องให้น้ำตลอดเวลา อย่างน้อยต้นหนึ่งต้องได้รับน้ำประมาณ 1-2 ลิตร ถึงจะเพียงพอ

การปลูกสับปะรดให้หวานนั้น เรื่องปุ๋ยก็สำคัญเกษตรกรต้องวางแผนการใช้ปุ๋ยด้วย ทั้งสามอย่างไม่ว่าจะเป็น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม หากสารใดรับไม่เพียงพออาจจะส่งผลต่อรสชาติ และผลผลิตโดยตรง แนะนำว่าลองหาสูตรการใส่ปุ๋ยจากเกษตรกรแล้วลองทำได้เลย เค้าคิดมาให้แล้ว